HOMEContactSitemap
  • Thai
A+ | A- | Reset
Home arrow IP System of Thailand arrow Trademark arrow Procedure arrow การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า (ภายหลังการรับจดทะเบียน)
 

การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า (ภายหลังการรับจดทะเบียน) PDF Print E-mail
Wednesday, 13 February 2008
           เครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วนั้น เจ้าของเครื่องหมาย การค้ามีสิทธิที่จะดำเนินการขอจดทะเบียนเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียน หรือขอจดทะเบียนโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้า การต่ออายุทะเบียนเครื่องหมายการค้า และขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้


การขอแก้ไขรายการทางทะเบียน
หลักการในการขอแก้ไขรายการในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่ว่าจะเป็นเครื่องหมายการค้าที่ผู้ขอจดทะเบียนยื่นเข้ามาและอยู่ในระหว่างการพิจารณาของนายทะเบียน หรือเป็นเครื่องหมายการค้าที่นายทะเบียนได้รับจดทะเบียนให้ไปแล้ว ในกรณีต่อไปนี้ ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนเข้ามาใหม่ คือ

1. ถ้าเป็นการขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งส่วนใดซึ่งเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้า
2. ถ้าเป็นการขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยการขอเพิ่มเติมรายการสินค้าในจำพวกเดียวกัน

ทั้งนี้ ตัวเครื่องหมายการค้านั้นเอง และรายการสินค้า ถือว่าเป็นสาระสำคัญในการพิจารณาในเรื่องความเหมือนหรือคล้ายของเครื่องหมายการค้า ดังนั้น หากจะมีการอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงรูปเครื่องหมายการค้าหรือเพิ่มเติมรายการสินค้าเข้ามา ในคำขอจดทะเบียนเดิมอาจทำให้การพิจารณาของนายทะเบียนผิดพลาดได้

ดังนั้น ในการขอแก้ไขรายการทางทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 มาตรา 52 จึงได้บัญญัติจำกัดสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จะขอแก้ไขรายการทางทะเบียนไว้ โดยกำหนดให้แก้ไขได้เฉพาะในเรื่องดังต่อไปนี้


(1) ยกเลิกรายการสินค้าบางอย่างที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว
เงื่อนไขประการหนึ่งของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คือ จะต้องระบุรายการสินค้าที่ประสงค์จะได้รับความคุ้มครองแต่ละอย่างโดยชัดแจ้ง การขอจดทะเบียนนั้น ผู้ขอจดทะเบียนอาจระบุรายการสินค้าในคำขอเดียวกันมากกว่าหนึ่งรายการก็ได้ ดังนั้นหากต่อมาภายหลังเจ้าของประสงค์จะยกเลิกรายการสินค้าบางอย่างที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ก็ย่อมที่จะดำเนินการได้

แต่ การขอเพิ่มเติมรายการสินค้าเข้ามาใหม่จากที่ขอจดทะเบียนไว้แต่เดิมนั้น นายทะเบียนจะไม่อนุญาตให้แก้ไข เพราะมีผลกระทบถึงเรื่องความเหมือนหรือคล้ายของเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นได้ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

ดังนั้นถ้าหากท่านประสงค์จะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับรายการสินค้าที่ขอแก้ไขใหม่นั้นให้ได้ ท่านควรยื่นเป็นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเข้ามาใหม่ และเพื่อตัดปัญหาการโต้แย้ง กฎกระทรวง (พ.ศ.2535) ข้อ14 จึงได้กำหนดให้ผู้ขอที่ประสงค์จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งส่วนใดซึ่งเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าที่ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนไว้ หรือต้องการเพิ่มเติมรายการสินค้าในจำพวกเดียวกันให้ผู้ขอยื่นคำขอจดทะเบียนใหม่


(2) ชื่อ สัญชาติ ที่อยู่ อาชีพของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นและของตัวแทน (ถ้ามี)
การขอแก้ไขชื่อ สัญชาติ ที่อยู่ อาชีพ ของเจ้าของและตัวแทนนั้น เป็นรายการจดทะเบียนที่สามารถแก้ไขได้ตลอดเวลา แต่การขอเปลี่ยนชื่อเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น ท่านจะต้องแนบหลักฐานการเปลี่ยนชื่อแนบเข้ามาด้วย


(3) สำนักงานหรือสถานที่ที่นายทะเบียนสามารถติดต่อได้
สำนักงานหรือสถานที่ติดต่อได้นี้ เป็นสาระสำคัญอย่างหนึ่งของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งจะสังเกตได้จากเมื่อท่านยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เงื่อนไขในการยื่นขอจดทะเบียนประการหนึ่ง คือ ผู้ขอจดทะเบียนเพื่อเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นหรือตัวแทน ต้องมีสำนักงานหรือสถานที่ที่นายทะเบียนสามารถติดต่อได้ตั้งอยู่ในประเทศไทย ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า ฯ และเมื่อเครื่องหมายการค้านั้นได้รับการจดทะเบียนแล้ว ถ้าเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือตัวแทนเลิกตั้งสำนักงานหรือสถานที่ที่ได้จดทะเบียนไว้ในประเทศไทย กฎหมายให้ นายทะเบียน มีอำนาจสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ ตามมาตรา 59

ดังนั้น หากเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือตัวแทนเคยระบุสถานที่ติดต่อไว้อย่างไร หากประสงค์จะเปลี่ยนแปลงสถานที่ที่ติดต่อ จึงควรยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขโดยระบุชื่อบุคคลและสถานที่ที่สามารถติดต่อได้ให้ชัดเจนไว้ทุกครั้ง เพื่อประโยชน์ของเจ้าของเครื่องหมายการค้าเองที่จะได้รับหนังสือจากนายทะเบียนในการเตือนให้ทราบถึงวันครบกำหนดที่จะต้องต่ออายุ

ประโยชน์อย่างหนึ่งของสถานที่ติดต่อคือ เป็นภูมิลำเนาของผู้ขอจดทะเบียนหรือเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า ฯ มาตรา 105 ให้ถือสำนักงานหรือสถานที่ของบุคคลผู้ขอจดทะเบีนนหรือเจ้าของเครื่องหมายการค้าหรือตัวแทนตามที่ระบุไว้ในคำขอจดทะเบียนหรือที่ได้จดทะเบียนไว้เป็นภูมิลำเนาของบุคคลดังกล่าว


(4) รายการอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ปัจจุบันกฎกระทรวง (พ.ศ.2535) ข้อ 34 กำหนดให้รายการต่อไปนี้ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ คือ

4.1 ยกเลิกตัวแทน เป็นกรณีที่แต่เดิมในขณะยื่นคำขอจดทะเบียนมีการตั้งตัวแทนไว้ แต่ในภายหลังจะขอยกเลิกตัวแทน เจ้าของเครื่องหมายการค้าย่อมยื่นคำขอแก้ไขรายการเพื่อยกเลิกเลิกการเป็นตัวแทนได้

ข้อที่ควรพึงระวังในการยกเลิกการเป็นตัวแทนก็คือ หากในการยื่นคำขอจดทะเบียนไว้แต่แรก ระบุว่า ในการติดต่อนั้น ให้นายทะเบียนติดต่อไปยังตัวแทนปรากฎอยู่แล้วเช่นนี้ ในการขอยกเลิกตัวแทน ท่านก็ควรที่จะแก้ไขสถานที่ที่ให้นายทะเบียนติดต่อใหม่ด้วย หากเดิมท่านระบุให้ติดต่อไปยังตัวแทนของท่าน

4.2 ตั้งหรือเปลี่ยนตัวแทน ในการยื่นคำขอจดทะเบียนนั้น ท่านจะตั้งตัวแทนไว้หรือไม่ก็ได้ เมื่อจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว หากประสงค์จะตั้งตัวแทนเพื่อมาดำเนินการแทนในภายหลังก็ย่อมดำเนินยื่นคำจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา รวมทั้งกรณีที่จะเปลี่ยนแปลงตัวแทนจากคนเดิมเป็นคนใหม่ก็ได้

4.3 สัญชาติ ที่อยู่ และอาชีพของผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า ในกรณีที่เครื่องหมายการค้านั้น มีการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าอยู่ด้วย การขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เกี่ยวกับตัวคู่สัญญาซึ่งเป็นผู้รับอนุญาต เช่น สัญชาติ ที่อยู่ และอาชีพ ซึ่งเป็นข้อปลีกย่อยเล็กน้อย กฎหมายจึงอนุญาตให้แก้ไขได้

ดังนั้นรายการอื่นใดนอกเหนือจากที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนดไว้ข้างต้นนี้ จึงไม่ใช่รายการที่นายทะเบียนจะอนุญาตให้แก้ไข ซึ่งได้แก่ - การขอเปลี่ยนแปลงรูปเครื่องหมายการค้า
- การขอเพิ่มเติมรายการสินค้า
- การขอแก้ไขคำอ่านคำแปลเครื่องหมายการค้า

ในการขอเปลี่ยนแปลงรูปเครื่องหมายการค้าหรือการเพิ่มเติมรายการสินค้านั้น แม้ในขณะที่เป็นเครื่องหมายการค้าที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของนายทะเบียน ยังขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าจะเปลี่ยนแปลงต้องยื่นเป็นคำขอจดทะเบียนเข้ามาใหม่เป็นอีกหนึ่งคำขอ ดังนั้น ยิ่งถ้าเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว ยิ่งไม่อาจขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปเครื่องหมายการค้า หรือเพิ่มเติมรายการสินค้าเข้ามาใหม่ในคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเดิมนั้นไม่ได้เลย

สำหรับการขอจดทะเบียนแก้ไขคำอ่านคำแปลนั้น ตามหลักแล้วในการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น หากเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายที่เป็นเครื่องหมายคำ หรือข้อความ ถ้าเป็นภาษาต่างประเทศ กฎกระทรวง (พ.ศ.2535) และประกาศของกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้กำหนดให้ผู้ขอจดทะเบียนจะต้องดำเนินการดังนี้

1.จะต้องระบุคำอ่าน และคำแปลด้วย

2.ถ้าเครื่องหมายการค้านั้นไม่มีคำแปล ให้ระบุเฉพาะคำอ่าน และระบุคำแปลว่า แปลไม่ได้ ในคำขอจดทะเบียน

3.ถ้าเป็นภาษาอื่น ๆ ที่ทางราชการไม่มีพจนานุกรมเพื่อการอ้างอิง ให้ผู้ขอจดทะเบียนส่งคำรับรองคำอ่านและคำแปลเครื่องหมายการค้านั้น แนบมาพร้อมกับการขอจดทะเบียนด้วย

4.ถ้าเป็นภาษาจีน ผู้ขอจดทะเบียนจะต้องระบุคำอ่านสำเนียงจีนแต้จิ๋ว และสำเนียงจีนกลาง และคำแปลควบคู่กันมาด้วย

ดังนั้น เมื่อระบุคำอ่านคำแปลเครื่องหมายการค้าไว้อย่างไรแล้ว การจะขอแก้ไขคำอ่านเครื่องหมายการค้านั้นในภายหลัง จึงกระทบการต่อการเก็บสารบบเครื่องหมายการค้า ซึ่งจะโยงไปถึงการตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าด้วย ดังนั้นกฎหมายเครื่องหมายการค้า จึงมิได้บัญญัติให้อำนาจนายทะเบียนในการอนุญาตให้แก้ไขในเรื่องนี้ไว้


การโอนสิทธิหรือรับมรดกสิทธิในเครื่องหมายการค้า
การโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้น มีได้ทั้งที่ยังเป็นเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียน และเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว กล่าวคือ

1.ถ้าเป็นเครื่องหมายการค้าที่ยังอยู่ในระหว่างยื่นคำขอจดทะเบียน เรียกว่าโอนสิทธิในคำขอจดทะเบียน โดยให้ผู้โอนหรือผู้รับโอนแจ้งให้นายทะเบียนทราบก่อนการจดทะเบียน ซึ่งการโอนมีผลนับแต่วันที่ยื่นคำขอโอน

2.ถ้าเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว เรียกว่า การโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้า ซึ่งจะต้องจดทะเบียนต่อนายทะเบียน

เมื่อกล่าวถึงการโอนเครื่องหมาย ให้รวมถึงการรับมรดกสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นด้วย


การโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้า อาจแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ
          1.การโอนสิทธิด้วยความสมัครใจของผู้โอนและผู้รับโอน


          2.การโอนสิทธิโดยการรับมรดก


          3.การโอนสิทธิจากการขายทอดตลาด


การโอนสิทธิด้วยความสมัครใจของผู้โอนและผู้รับโอน
เป็นการโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าด้วยความสมัครใจของทั้งฝ่ายผู้โอนและผู้รับโอน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ

1.กรณีที่ผู้โอนและผู้รับโอนทำสัญญาโอน กรณีนี้เป็นกรณีที่มีสัญญาโอนโดยผู้ที่ได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า และผู้รับโอนต่างได้ทำสัญญาโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้ากันไว้ ซึ่งในการยื่นคำขอจดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้านั้น จะเป็นผู้โอนหรือผู้รับโอนเป็นฝ่ายนำสัญญาโอนนั้นมายื่นคำขอจดทะเบียนก็ได้

2.กรณีที่ผู้โอนและผู้รับโอนไม่ได้ทำสัญญาโอน แต่มาลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนโอนต่อหน้านายทะเบียน

กรณีนี้จะไม่มีสัญญาโอน โดยเจ้าของเครื่องหมายการค้าและผู้รับโอนได้มาติดต่อนายทะเบียนเพื่อขอลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนโอนเพื่อให้นายทะเบียนเป็นพยาน โดยนายทะเบียน จะต้องบันทึกรับรองลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอนไว้ในคำขอจดทะเบียนโอนดังกล่าวเพื่อหลักฐานด้วย

ข้อสังเกต ในกรณีใช้เฉพาะผู้โอนซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของสิทธิในเครื่องหมายการค้าและผู้รับโอนที่ประสงค์จะให้นายทะเบียนเป็นพยานรับรองการโอนเท่านั้น ไม่รวมถึงตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจ


การโอนสิทธิโดยการรับมรดก
กรณีนี้อาจแบ่งออกเป็น 2 กรณีได้ คือ
1.กรณีที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าผู้ตายทำพินัยกรรมหรือมีผู้จัดการมรดก


          กรณีนี้ผู้รับพินัยกรรมหรือผู้จัดการมรดกเป็นผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าและเป็นผู้ทำสัญญาโอนให้แก่ผู้รับโอน

2.กรณีที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือไม่มีการร้องขอต่อศาลตั้งผู้จัดการมรดก

          ในการขอโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้า จะต้องให้ทายาททุกคนทำหนังสือยืนยันว่า ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมไว้ และไม่มีการร้องขอต่อศาลตั้งผู้จัดการมรดก และให้ระบุจำนวน ชื่อทายาทของผู้ตายทุกคน และความเกี่ยวพันระหว่างผู้ตายและทายาท พร้อมทั้งระบุว่า จะยกสิทธิในเครื่องหมายการค้านี้ให้แก่ทายาทคนใด พร้อมทั้งส่งหลักฐานการเป็นทายาทมาประกอบการขอจดทะเบียนโอนด้วย นอกเหนือจากเอกสารใบมรณะบัตร หรือเอกสารอื่นใดที่แสดงว่าเจ้าของเครื่องหมายการค้าถึงแก่ความตาย

          สำหรับในกรณีที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย การตายโดยธรรมชาติของบุคคลธรรมดา จะนำมาใช้กับนิติบุคคลไม่ได้ นิติบุคคลจะสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลต่อเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกนิติบุคคล และตั้งผู้ชำระบัญชีเพื่อดำเนินการชำระสะสางทรัพย์สินและหนี้สินของนิติบุคคล เมื่อชำระสะสางทรัพย์สินและหนี้สินของนิติบุคคลเรียบร้อยและแบ่งคืนเงินลงทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นแล้ว ผู้ชำระบัญชีจะต้องจดทะเบียนเสร็จการชำระต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทอีกคร้ง จึงจะถือว่าเป็นที่สุดแห่งการชำระบัญชี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1270

          โดยเหตุนี้ ถ้าในระหว่างการชำระบัญชี ถ้าผู้ชำระบัญชีได้ทำสัญญาโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าให้แก่ผู้รับโอนคนใดไป ดังนี้ผู้ชำระบัญชีหรือผู้รับโอนมีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นต่อนายทะเบียนได้

          แต่ถ้าหากสัญญาโอนทำขึ้นมาภายหลังได้มีการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีไปแล้ว เช่นนี้ นายทะเบียนไม่อาจพิจารณาโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นให้ได้ เพราะทันทีเมื่อจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี อำนาจของผู้ชำระบัญชีย่อมสิ้นสุดลง (1)



การโอนสิทธิจากการขายทอดตลาด
          เมื่อเจ้าของเครื่องหมายการค้าเป็นลูกหนี้ และศาลมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้หรือเป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ย่อมมีอำนาจอายัดสิทธิในเครื่องหมายการค้าต่อนายทะเบียน ห้ามจดทะเบียนโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวหรือจดทะเบียนทำให้ก่อภาระผูกพันใด ๆ ในเครื่องหมายการค้านี้ได้ และเมื่อเจ้าพนักงานดังกล่าวขายทอดตลาดสิทธิในเครื่องหมายการค้านี้ให้แก่ผู้ใด บุคคลผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดมีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นให้แก่ตัวเอง โดยแนบหนังสือของเจ้าพนักงานดังกล่าวที่มีถึงนายทะเบียนแนบเป็นหลักฐาน

          สำหรับเอกสารประกอบที่ต้องมีทุกครั้งที่จดทะเบียนโอน คือ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้โอนหรือผู้รับโอน และในกรณีที่ผู้โอนหรือผู้รับโอนเป็นนิติบุคคล ก็ให้แนบต้นฉบับหนังสือรับรองนิติบุคคล ซึ่งนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทออกให้ไม่เกิน 6 เดือนแนบประกอบการขอจดทะเบียนโอนด้วยทุกครั้ง พร้อมทั้งแนบต้นฉบับหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนโอนเครื่องหมายการค้าแนบคืนมาด้วย เพื่อนายทะเบียนจะได้ส่งคืนให้ผู้รับโอนต่อไปพร้อมทั้งหลักฐานการรับจดทะเบียนโอน


เงื่อนไขในการโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้า
          ในการพิจารณาโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้า มีข้อที่ต้องระวังดังนี้

1. จะต้องระบุด้วยว่า เป็นการโอนสิทธิหรือรับมรดกเฉพาะเครื่องหมายการค้าอย่างเดียว หรือเครื่องหมายการค้าพร้อมกิจการที่เกี่ยวข้อง

2. ถ้าเครื่องหมายการค้านั้นเป็นเครื่องหมายการค้าที่นายทะเบียนได้จดทะเบียนไว้เป็นเครื่องหมายชุด จะต้องโอนหรือรับมรดกกันทั้งชุด

3. ถ้าจะโอนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นอยู่ก่อนหน้าแล้ว จะต้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นก่อน

4. ถ้าเป็นการโอนสิทธิในเครื่องหมายรับรอง ผู้รับโอนจะต้องแสดงต่อนายทะเบียนด้วยว่าตนมีความสามารถเพียงพอที่จะรับรองคุณลักษณะของสินค้าหรือบริการตามที่ได้ระบุไว้ในข้อบังคับว่าด้วยการใช้เครื่องหมายรับรองนั้นด้วย


การต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
เครื่องหมายการค้าใด เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนให้ กฎหมายถือว่า วันที่ยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นวันที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น (2)
โดยมีอายุการคุ้มครองถึง 10 ปีนับแต่วันที่จดทะเบียน (3)

ในการต่ออายุเครื่องหมายการค้านั้น เจ้าของเครื่องหมายการค้าใดที่ประสงค์จะต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตน ให้ยื่นคำขอต่ออายุต่อนายทะเบียนภายใน 90 วันก่อนวันสิ้นอายุ (4)


ในการต่ออายุจะต้องระบุรายการสินค้าที่ประสงค์จะต่ออายุด้วย ทั้งนี้ผู้เป็นเจ้าของอาจใช้สิทธิต่ออายุเครื่องหมายการค้าสำหรับรายการสินค้าทั้งหมดที่ได้จดทะเบียนไว้ หรือจะขอต่ออายุเครื่องหมายการค้าสำหรับรายการสินค้าบางอย่างก็ได้ ซึ่งรายการสินค้าที่จะใช้ต่ออายุได้นั้น ต้องเป็นรายการสินค้าที่ได้เคยรับการจดทะเบียนไว้แล้วเท่านั้น

โดยปกติการขอต่ออายุทะเบียนเครื่องหมายการค้า จะต้องยื่นคำขอต่ออายุพร้อมกับชำระเงินค่าธรรมเนียมการต่ออายุมาพร้อมกัน แต่ในกรณีที่ไม่อาจชำระเงินค่าธรรมเนียมมาพร้อมกับการขอต่ออายุ ก็ให้ยื่นคำขอต่ออายุพร้อมหนังสือขอผ่อนผันการชำระเงินค่าธรรมเนียมต่อนายทะเบียน

แต่ผู้ขอต่ออายุจะต้องชำระเงินค่าธรรมเนียมการต่ออายุภายในหกเดือนนับแต่วันสิ้นอายุการจดทะเบียน มิฉะนั้น คำขอต่ออายุดังกล่าวไม่มีผลตามกฎหมาย .ซึ่งต่างกับการยื่นคำขอต่ออายุมาพร้อมกับเงินค่าธรรมเนียม

การไม่ยื่นคำขอต่ออายุภายในกำหนดเวลา กฎหมายให้ถือว่าเครื่องหมายการค้ารายนั้นได้ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนแล้ว


การจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า
สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้า หมายถึง หนังสือสัญญาที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว ยินยอมให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ทั้งหมดหรือบางอย่าง

สัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้น จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียน

สัญญาอนุญาต ฯ ที่จะนำมาจดทะเบียนได้นั้น อย่างน้อยต้องมีรายการในสัญญาต่อไปนี้

1.เงื่อนไขหรือข้อกำหนดระหว่างเจ้าของเครื่องหมายการค้าและผู้ได้รับอนุญาต ที่จะทำให้เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น สามารถควบคุมคุณภาพของสินค้าของผู้รับอนุญาตได้อย่างแท้จริง

2.สินค้าที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้น

3.ข้อตกลงที่ว่า ผู้ได้รับอนุญาต ฯ มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้านั้นแต่ผู้เดียว หรือเจ้าของเครื่องหมายการค้ามีสิทธิที่จะอนุญาตให้บุคคลอื่นที่มิใช่ผู้รับอนุญาต ฯ รายนี้ใช้เครื่องหมายการค้านี้อีกได้หรือไม่


รูปแบบของสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า
          โดยทั่วไปนิยมทำสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า 3 รูปแบบ คือ

1.สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยไม่เด็ดขาด (NON-EXCLUSIVE LICENSING AGREEMENT)
2.สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแต่ผู้เดียว (SOLE LICENSING AGREEMENT)
3.สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเด็ดขาด (EXCLUSIVE LICENSING AGREEMENT)


สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยไม่เด็ดขาด
          หมายถึง สัญญาที่เจ้าของเครื่องหมายการค้า อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของตน แต่เจ้าของเครื่องหมายการค้ายังมีสิทธิอนุญาตให้บุคคลอื่น ๆ นอกเหนือจากผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิคนก่อน ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นได้อีก รวมทั้งเจ้าของเครื่องหมายการค้าก็ยังคงมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้านั้นเอง


สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิแต่ผู้เดียว
          หมายถึง สัญญาที่เจ้าของเครื่องหมายการค้า อนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของตนแต่ผู้เดียว แต่ตัดสิทธิเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จะอนุญาตให้บุคคลอื่น ๆ ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้านั้น แต่เจ้าของเครื่องหมายการค้ายังคงมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้านั้นเอง


สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยเด็ดขาด
          หมายถึง สัญญาที่เจ้าของเครื่องหมายการค้า อนุญาตให้ผู้หนึ่งผู้ใดใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของตนแต่ผู้เดียวเท่านั้น โดยที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าเองก็ไม่มีสิทธิใช้และไม่มีสิทธิอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้านั้น (5)


          สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในเครื่องหมายการค้านี้ เป็นการอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าของผู้รับอนุญาตโดยมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดในการให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าสามารถควบคุมคุณภาพสินค้าของผู้รับอนุญาต ฯ ได้อย่างแท้จริง แต่ถ้าหากในสัญญา ฯ มิได้มีข้อความดังกล่าว หรือระบุว่าผู้รับอนุญาตจะต้องรับสินค้ามาจากเจ้าของเครื่องหมายการค้าเพียงแห่งเดียวเท่านั้น กรณีนี้ไม่อยู่ในข่ายจดทะเบียนสัญญาอนุญาต ฯ ต่อนายทะเบียน

          ทั้งหมดนี้คือ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าภายหลังจากที่เครื่องหมายการค้านั้นได้รับการจดทะเบียนแล้วว่ามีการจดทะเบียนอะไรบ้างโดยกว้าง ๆ เพื่อที่ท่านจะได้ทราบถึงการจดทะเบียนที่อาจเกิดขึ้นกับเครื่องหมายการค้าของท่านในอนาคตข้างหน้า จะได้ดำเนินการให้ถูกต้องไม่สูญเงินค่าธรรมเนียมไปเปล่า เพราะเหตุที่นายทะเบียนไม่อาจอนุญาตให้จดทะเบียน




--------------------------------------------------------------------------------

โดย... นายพิบูล ตันศุภผล
เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งานทะเบียนการค้า 8 ว
นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า
19 กรกฎาคม 2548



--------------------------------------------------------------------------------

(1)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 " ห้างหุ้นส่วนก็ดี บริษัทก็ดี แม้จะได้เลิกกันแล้ว ก็ให้พึงถือว่ายังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี"
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1250 " หน้าที่ของผู้ชำระบัญชี คือชำระสะสางการงานของห้าง หุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นให้เสร็จไป กับจัดการให้หนี้เงินและแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น"
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1270 "เมื่อการชำระบัญชีกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท สำเร็จลง ผู้ชำระบัญชีต้องทำรายงานการชำระบัญชีแสดงว่าการชำระบัญชีนั้น ได้ดำเนินไปอย่างใด และได้จัดการทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นไปประการใด แล้วให้เรียกประชุมใหญ่เพื่อเสนอรายงานนั้น และชี้แจงกิจการต่อที่ประชุม
เมื่อที่ประชุมใหญ่ได้ให้อนุมัติรายงานนั้นแล้ว ผู้ชำระบัญชีต้องนำข้อความที่ได้ประชุมกันนั้นไปจด ทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันประชุมนั้น เมื่อได้จดทะเบียนเสร็จแล้วดั่งนี้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดแห่งการชำระ บัญชี "

(2)
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543 มาตรา 42

(3)
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า ฯ มาตรา 53

(4)
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า ฯ มาตรา 54

(5)
วัส ติงสมิตร เครื่องหมายการค้า ตัวบทพร้อมข้อสังเกตเรียงมาตรา และคำพิพากษาศาลฎีกา พิมพ์ครั้งที่ 3 หน้า 417 (บันทึก ณ วันที่ 27 กค. 2548)



ดาวน์โหลดเอกสาร


 
   Best view: :1024x768 , IE6+   
สถิติการใช้งาน: 02155542
Copyright © 2008 All Right Reserved กรมทรัพย์สินทางปัญญา